วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Voice recognition ผู้ช่วยฟังภาษาอังกฤษ

วันนี้ผมจะมาพูด เกี่ยวกับ การใช้ voice recognition ซึ่งเราอาจจะรู้จักกันดีอยู่แล้วใน การใช้ siri หรือ พวกอินเตอร์แอคทีฟ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น google search ซึ่งสามารถใช้เสียงได้ เครื่องจริงโปรแกรมพวกนี้ เหมือนกับการ แปลง เสียงสัญญาณ ที่เป็นคำพูด ให้ออกมา เป็น ภาษาเขียน และ นำภาษาเขียน ไปใช้กับ โปรแกรมต่างๆ


สำหรับผม ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ในทักษะ ด้านการฟัง แต่ก็มีความสามารถ ด้านการอ่าน ทำให้บางครั้ง การฟังคลิป ต่างๆ ใน youtube หรือวิดีโอสอน บางครั้ง ไม่สามารถจับข้อความ ที่สำคัญสำคัญ ได้ครบถ้วน หรือบางครั้ง การฟัง ผิด บท หรือความหมาย ของคำไปเลย


ซึ่งอย่างไร youtube หนังจะมี ปุ่ม subtitle ให้เรากด จะเห็นได้ว่า มันสามารถแปลงเสียงเป็นคำพูด ที่เป็นsubtitle แปลให้เราได้อ่านทันที




คือสิ่งนี้เอง voice recognition ซึ่งเริ่มใช้มาพูดไม่กี่ปีนี้ และปัจจุบัน ผมก็เห็นว่า มันใช้งานได้ ค่อนข้างดี แม้ในการเขียนบทความนี้ ผม ก็ใช้ speech recognition จาก google doc ที่เป็น ปลั๊กอิน ในการเขียนบทความ


ซึ่งจากการทดสอบครั้งนี้ ผมขอยืนยันได้ว่า สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างค่อนข้างถูกต้องเกิน 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถ ใช้งานได้อย่างดี แต่อาจจะต้องพูดช้าช้าชัดชัดๆ และการจัดการย่อหน้า หรือ การเว้นวรรค อาจจะไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่ แต่ส่วนนั้นก็ไม่ใช่ส่วน voice recognition


ซึ่งในปัจจุบัน ผมว่าน่าจะใช้กันแพร่หลาย ตั้งแต่สมัยที่ apple มีการใช้งาน siri และเห็นใช้ภาษาไทยได้ เหมือนกัน แต่บางครั้งในชีวิตประจำวัน เราคนไทยบางครั้งก็พูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษบ่อยเกินไป ปัญหาเลยเกิดว่า
เนื้อที่ 1 สำเนียงไม่ดี
แล้วที่ 2 บางครั้งภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมีคำบางคำคล้ายๆกัน ทำให้มันก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าไอ้ที่พูดมาเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ


แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่ามันจะลดเวลาการ พิมพ์ หรือเปล่า เพราะความจริงโหดบางครั้ง ถ้าต้องการชัดเจนอาจจะช้ากว่าพิมพ์ก็ได้ครับ


แต่เอาเป็น youtube มีตัวสร้างภาษาอังกฤษให้
apple มี siri
ให้ google chrome ก็มี โปรแกรมเสริม เช่น Speechnotes


ส่วน google doc มี speech recognition ให้ เป็นตัวเสริม
สวน windows7 ก็มี voice recognition ให้เหมือนกัน แต่ที่ผมกล่าวมา ผมอาจจะไม่ชอบของ windows มากที่สุด


ส่วนโปรแกรมอื่นอื่น ใน iphone มี dragon dictionary ให้ แต่น่าเสียดายที่สามารถใช้บันทึกได้แค่ 1 นาทีเท่านั้น และผมยังไม่เห็นโปรแกรมอื่นอื่นที่ใช้งานได้ดีใกล้เคียงกับ dragon dictionary


แต่ส่วนใหญ่ที่ผมบอกมานั้นสามารถใช้ได้กับเฉพาะภาษาอังกฤษยกเว้นตัว speech recognition และของ google ที่สามารถจัดงานภาษาไทยได้ นอกนั้น ใช้กับภาษาอังกฤษได้ดีครับ


ส่วนอุปกรณ์ที่ต้องใช้ แน่นอนครับ เราต้องมีไมโครโฟน เพื่อนำเสียงส่งไปให้ ให้กับโปรแกรม ในการแปลงค่าออกมาเป็นตัวหนังสือแทนเสียง สำหรับพวก notebook หรือโทรศัพท์ iphone นั้น ไมโครโฟนติดมากับตัวเครื่องโดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่อาจจะต้อง ทดสอบ เสียงเล็กน้อยก่อนใช้งานจริง


สรุปการใช้ voice recognition สามารถเป็นจริงได้แล้วในปัจจุบันแต่เพราะว่าอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การฟังสำเนียงการพูดให้ถูกต้อง สำหรับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษบางคำ ก็อาจจะต้องใช้การ การเดาให้ถูกต้อง แต่สำหรับผมแค่นี้ก็สามารถใช้ควบคู่กับการฟังภาษาอังกฤษ ได้อย่างดีแล้วครับ

ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในการศึกษาจาก youtube หรือจาก video tutorials ต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ โดยการอ่าน และพัฒนาทักษะการฟัง ผ่านโปรแกรม จำพวก voice recognize ครับ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการเรียนด้วยตัวเอง

หลังจากจบจากมหาลัย มาได้เกือบ 3 ปี แล้ว ปัญหาการเรียนรู้ของผมตอนนี้ ก็คือการขยายขอบเขตความรู้ให้กับตัวเอง

เนื่องจากงานที่อยู่ จะเกี่ยวพันกับ Datawarehouse เป็นหลัก แต่บางครั้งก็เหมือนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะข้อมูลที่ต้องใช้ จะมาจากขอบเขตความรู้ฝั่ง Business หมด หรือเป็นพวกประกอบธุรกิจ ทำให้การรู้กว้างไว้บาง ก็จะดีต่ออาชีพการงานของผม ส่วนรู้ลึกก็ต้องให้พวก BI Datawarehouse ไป

แต่สิ่งที่หายไปจากชีวิต เมื่อก่อนตอนเรียนจะลองเรียน นู้น นี้ นั้น เยอะไปหมด แต่ตอนนี้ชีวิตออฟฟิตเอาไปวันละ 10 ชั่วโมง บวก เดินทางอีก 2 ชั่วโมง นอนหลับอีก 8 ขั่วโมง ดังนั้นจะเหลือเวลาให้ตัวเองประมาณ 2 ขั่วโมง

พอจะอ่านหนังสือ พวก How to ก็แทบไม่มีสมาธิเลย

ผมจะต้องนำวิธียอดนิยม โดยการใช้เครื่องมือ Mindmap มาช่วยกระตุ้นให้การเรียนรู้ยังดำเนินต่อไปได้


ยอมรับอย่างครับ ว่าใช้แล้วมันได้ผลระดับหนึ่ง ซึ่ง ใช้ List ออกมา ว่าอยากเรียนอะไร อยากรู้อะไร อยากทำอะไรเป็น แล้วก็ไล่ตามหนังสือความ เหมือนสรุปย่อ เห็นแล้วก็นึกออกว่าทำอะไรมาแล้วบ้าง เป็นต้องสรุปยอดความรู้ได้ดีมากครับ

อยากลองให้ใช้กันดูบ้างครับ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หรือเป็นโปรแกรมบนคอม
ถ้าใครนึกไม่ออกจะ ว่าจะ หา Mindmap บนคอมที่ไหนได้บ้าง ก็ขอให้ลองดูที่นี้ครับ http://gkengapplication.blogspot.com/2011/06/freemind-mindmap.html

โหลมาใช้ฟรีๆ กันได้ครับผม

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การเรียนรู้แบบการทำงาน

ในชีวิตผมถือว่า เปลี่ยนงาน แบบ เปลี่ยนสายงานมาแล้ว 3 ครั้งใหญ่

ทำงาน ภาครัฐ, CG , BI

ซึ่งแต่ละสายงานนั้น เรียกว่า มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หรือไม่เกี่ยวข้อง เมื่อผมเริ่มงานใหม่ที่ไร ก็ต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ตลอด

ทำให้ชีวิตเหมือนเด็กจบใหม่มาแล้ว 3 - 5 ครั้ง ข้อดีคือ ชีวิตรู้สึกสดใหม่ตลอด แต่ข้อเสียคือ ชีวิตก็ไม่ก้าวไปไหนสักที พออายุมากๆ เข้าไปแล้วบอกไม่เคยมีประสบการณ์(ในสายงานนั้นๆ) จะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร ยิ่งแก่ขึ้นก็จะรู้สึกแปลกๆ ขึ้น

แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง สิ่งที่เหมือนกันคือ ต้องเรียนรู้เพื่อให้สามารถทำงานได้

หายากครับที่ใครเรียนจบแล้วสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทันที ที่เห็นก็มีแต่พวก แพทย์ พยาบาล ครู เพราะส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบ จากสถานการณ์จริง มีอาจารย์หมอ พยาบาล จริง มาสอนให้ดู ความจริงก็เทียบได้กับเวลาเราไปทำงานแล้วมีรุ่นพี่มาสอนงานให้ ทำให้นักศึกษาแนวนี้ จบมาจะพร้อมทำงานได้ทันที

แต่ส่วนใหญ่คณะอื่นๆ จะไม่มีวิธีการสอนอย่างนี้ บางคนจบมาแบบไม่เคยช่วยงานเพื่อนทำงานเลย หรือ ไม่รู้จักคำว่ารับผิดชอบก็มี เมื่อชีวิตจบมาก็ต้องปรับตัวกันเยอะหน่อยครับ ถ้าปรับตัวไม่ดี เอาตัวรอดไม่ได้ ก็จะเป็นปัญหากับที่ร่วมงาน

ซึ่งทำให้ พวก HR รับสมัครงานบางครั้งไม่กล้าเสี่ยงกับ เด็กจบใหม่ทันที หรือ พวกที่ Resume ว่างงานมานานเกินไป

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะเรียนเก่งแค่ไหน ประสบการณ์มีกี่ปี แต่เวลาทำงาน ก็ต้องมาเรียนรู้

ซึ่งวิธีเรียนรู้แบบการทำงาน ที่โดนส่วนใหญ่

วันแรกๆ เค้าจะโยนอะไรมาให้อ่าน ไม่ว่าจะเป็น กฎระเบียบบริษัท เบื้องต้น ยังไปเอกสารงานประเภท ทฤษฎีพื้นฐาน ให้ดีคือ ก็นั่งอ่านไปให้ละเอียด เพราะจากประสบการณ์ เราจะไม่มีโอกาสกลับมาทำความเข้าใจกับมันอีกแล้ว โดยเฉพาะกฎระเบียบ

ช่วงต่อมา เราได้รับพวก เอกสาร การทำงานเบื้องต้นขั้นพื้นฐานซึ่งเราอ่านแล้ว ถ้าไม่ใช่เรียนจบสายตรงมาหรือเรียนแล้วจำไมได้ ก็จะอ่านแบบไม่รู้เรื่องครับ แต่จำไว้ว่า อ่านให้เยอะ เวลาทำจะได้คุ้นๆ แล้วกลับมาอ่านอีกครั้งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ครับ

ในช่วงนี้สักพักจะมีงานเล็กน้อยๆ ให้เราทำ ซึ่งบางที เราก็ทำไม่ได้ ถ้ามีรุ่นพี่ดูแล ก็จะมาทำให้เราดู และกรุณาจำไว้ว่า นี้คือ พระคุณนะครับ อย่าได้เรียกเค้าตอบปัญหาที่เราเคยถามไปแล้ว

เมื่อถึงขั้นนี้เราจะเริ่มมีงานเข้าบ้าง แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือน บางที่ไม่มีใครมาดูแล เราจะยิ่งทำใจลำบาก ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ถ้าหนักคือ นั่งเปิดตำรา อ่านเคส ดู KM หรือ มีคนเขียนขั้นตอนให้ทำตาม ช่วงนี้จะทำตามแบบ ขอให้ปิดงานได้ คือทำตามอย่างไม่รู้เรื่อง ซึ่งขอให้จำขั้นตอนพวกนี้ จำว่าลักษณะงานส่วนใหญ่มีอะไรบ้าง ซึ่งต่อไปงานพวกนี้จะเป็นงานประจำ ถ้าเราชำนาญจะทำให้การทำงานเราง่ายขึ้นต่อไป

ช่วงต่อมาคือ เราเริ่มแม่นขึ้น คราวนี้ เราจะทำงานแบบเริ่มไม่ต้องปิดตำรา ไม่ต้องอ่านขั้นตอน แต่ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปิดมากขึ้น การรับงานมาส่วนใหญ่มาเป็นเรื่องมากเลยมากกว่า ทำในขั้นตอน

เราจะเริ่มเจอปัญหาการทำงานจริง มาถึงขั้นนี้แล้ว การทำงานต้องใช้สมอง ความคิด และ คอยแก้ปัญหาเอง แต่ถ้าเราทำงานในช่วงการเปิดตำรามาเยอะ แล้วเจอปัญหามาเยอะ เราก็จะไม่มีปัญหามาก ช่วงนี้ ดีไม่ดี รุ่นพี่จะไม่ค่อยอยู่ในถามให้ตอบแล้ว (ส่วนใหญ่เริ่มเลื่อนตำแหน่ง เปลี่ยนงาน ลาออก) ถ้าในดี ช่วงก่อนหน้าทำให้เยอะ ถามให้มาก เจอปัญหาให้มาก ได้สบายช่วงนี้

ช่วงต่อมาคือ เราสามารถสร้างงานได้เอง งานเราอาจจะผิด หรือ ถูก ก็ได้ตามแต่ละคนมอง โดยหลักขั้นนี้ผมจะเชื่อลูกค้า หรือคนที่เราต้องทำงานให้แล้ว ตอนนี้อาจเริ่มมีรุ่นน้องให้เราเริ่มสอนงานแล้วก็ได้

เนี่ยละครับ ขั้นตอนการเรียนรู้ในการทำงานที่ผมลองสรุปมาจากชีวิตจริง แบ่งเป็น

ขั้นไม่รู้อะไรเลย
ขั้นทำตามตำราหรือคนอื่นบอกขั้นตอน
ขั้นเริ่มฉายเดี่ยว
ขั้นเป็นแล้ว

สรุปง่าย ดังนี้ละครับ

ขอให้ท่านจงมีโชคในการทำงานนะครับ

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความน่าเชื่อถือของรายงาน

เมื่อก่อนอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการส่วนบุคคล (IS) ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เคยอธิบายลำดับความน่าเชื่อถือของงานวิจัยไว้ ซึ่งผมจำไม่ได้ว่ามีไร แต่ของลองเขียนไว้หน่อย เรียงจากลำดับต่ำสุด ก็คือ พวก Blog อย่างผมเนี่ยละครับ ถ้าเจอในรายงานจบใครอาจโดนตีหัวแตกในห้องสอบได้ ตามด้วยหนังสือต่างๆ และรายงานพวก White paper บางทีเรียกว่ารายงานขายของ พบได้ตามบริษัทใหญ่ ที่จะเล่าถึงเคสประสบความสำเร็จ และหนังสือเรียน

จนความน่าเชื่อถือสูงคือ พวกรายงานการวิจัยผ่านการตีพิมพ์เพราะมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือและผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการวิชาการ และสุดท้ายที่เจ๋งสุดคือ รายงานวิชาการผ่านงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติแล้ว ยิ่งจากค่าย AMC และ IEEE ยิ่งสุดยอด
ซึ่งผมได้มีงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาผม(โดยอาจารย์ผมแปลภาษาอังกฤษและจัดเรียง เขียน และเพิ่มเนื้อหาให้น่าเชื่อถือ) http://www.icce2009.ied.edu.hk/pdf/C6/proceedings840-847.pdf อย่างน้อยก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต มีงานวิชาการด้วย

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การก้าวสู่การทำงานจริง

ตอนนี้ผมได้เริ่มงานในสายงานที่ใกล้เคียงกับที่เรียนมาจริงๆสักที (หลังผิดหวังกับการทำงานหลังจบปริญญาตรี แต่ความจริงมันก็เป็นสิ่งทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้) ที่ผมจะกล่าวคือ บางครั่งสิ่งที่เราเรียนมา เคยรู้มาอาจจะไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันใช้งานอย่างไร เหมือนที่ผมได้ทำงานเป้น BI Consultant แต่ต้องมาเริ่มพื้นฐานใหม่หลายส่วนเหมือนกัน เช่น Datawarehouse หรือ SOA

โดยสองเทคโนโลยีนี้ ตอนแรกมันเหมือนเป้นหัวข้อที่แทรกมาในการเรียน อีกทั้งต่อนข้างยากโดย เฉพาะ SOA ทำให้ผมไม่สนใจ แต่ผมทำงานจริงดันได้เจอและต้องทำงานร่วมกับมันด้วย ทำให้ผมต้องเริ่มศึกษาใหม่อีกครั้ง

มานั่งดูเสร็จผมเรียนรู้แบบกลับหัวตลอดเลยนี้หว่า มันต้องเรียนย้อยกลับ น่าจะเป็น Database Datawarehouse BI แต่ก็นะ พร้อมเรียนเสมอครับ

คาดหวังว่าคงได้เรียนรู้และเข้าใจมันได้ในเร็วๆ นี้นะครับ ติดตามชมได้จาก http://gkengitm.blogspot.com/ ได้นะครับ

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การโกหก

ในชีวิตผมเจอคนขี้โม้มาเยอะ แต่ประเภทที่น่ากลัวคือเรื่องที่พูดนั้น เค้าคิดว่าเป็นเรื่องจริง เช่นบางคนบอกไปนอก ประวัติการทำงานซุปเปอร์สุดยอด แต่พอแอบไปอ่าน Resume กับได้ทำงานธรรมดาเหลือเกิน แล้วก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองได้ทำงานอย่างนั้นใน Resume ตัวเองเลย

พวกผมก็เคยนั่งจับโกหกคนประเภทนี้อยู่ แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือ มีคนพรรคนี้อยู่ในเยอะมากในสังคมยอมรับว่าหลังจบมหาวิทยาลัยแล้วก็เจอคนแบบนี้เยอะจริงๆ แต่ที่สำคัญคือ เราจะจับเท็จได้เมื่อไรนั้นเอง

วันนี้ก็อ่านๆ แล้วเจอบทความที่พูดเกี่ยวกับการโกหก ของดาราคนหนึ่ง แต่เป้นข่าวแนววิชาการ เลยขออนุญาตมาใช้อธิบายจำแนกประเภทการโกหกหน่อย ซึ่งอธิบายได้น่าสนใจทีเดียว



การโกหกของคนมีหลายประเภท

ประเภทแรก
มักจะเริ่มตั้งแต่เด็ก และการโกหกครั้งแรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เด็กจะคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่และกลัวถูกทำโทษ ยกตัวอย่าง เขาอาจทำข้าวของเสียหาย ทำกระจกแตก แต่กลัวถูกทำโทษ ก็เลยโกหกว่าไม่ได้ทำ ส่วนใหญ่จะเริ่มโกหกพ่อแม่ หรือคนที่มีอำนาจในการลงโทษเขาได้ ถ้าการโกหกในครั้งแรกๆ ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ ผู้ใหญ่รู้เท่าทัน และสอนให้เขารู้ว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าลูกพูดความจริงลูกอาจไม่ถูกทำโทษ แต่ถ้าโกหกต้องถูกลงโทษ และพ่อแม่ต้องจริงจังตั้งแต่เล็ก ขอให้ลูกยอมรับความจริง เขาก็จะได้รับการปลูกฝังว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ดี แต่ถ้าเขาพูดความจริง ก็จะทำให้ทุกอย่างแก้ไขได้ แต่ถ้าในระดับนี้ เขาสามารถโกหก โดยที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือปล่อยผ่าน เขาก็จะเรียนรู้ว่าการโกหกก็ไม่มีผลอะไร เขาก็จะทำต่อไปจนติดเป็นนิสัย

ประเภทที่สอง
การโกหกในระดับที่เพิ่มขึ้น คือการโกหกโดยโยนความผิดให้คนอื่น อาจจะด้วยความที่กลัวความผิด หรือไม่ก็เกิดจากความไม่พอใจคนอื่น และมีการโกหกว่าผู้อื่นเป็นคนทำ เป็นการใส่ร้าย ประเภทนี้อาจเริ่มตั้งแต่เล็กก็ได้เช่นกัน ถ้าผู้ใหญ่รู้เท่าทัน และสามารถเข้าไปจัดการปัญหาตั้งแต่แรก และทำโทษเด็กที่มีพฤติกรรมแบบนี้ พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนด้วยว่า ทำพฤติกรรมแบบนี้ไม่ดีอย่างไร แล้วผู้อื่นที่ถูกใส่ร้ายจะได้รับผลกระทบอย่างไร ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนด้วย
หรืออาจจะสอนว่าเมื่อหนูยังเป็นเด็ก หนูทำแบบนี้ อาจจะมีคนให้อภัยได้ แต่ถ้าหนูโตเป็นผู้ใหญ่ อาจจะต้องถึงขั้นถูกดำเนินคดีความก็ได้

ประเภทที่สาม
โกหกโดยการสร้างเรื่องเพื่อลบปมด้อยบางอย่างของตนเอง เป็นการโกหกเพราะคิดว่าถ้าโกหกแล้วทำให้ตัวเองได้รับการยอมรับมากขึ้น มีผู้คนสนใจตัวเองมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ คนประเภทนี้ก็มักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่คนรอบข้างจะมองเห็นและจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพราะการแสดงออกต่างๆ ของเขา จะสะท้อนออกมาเอง และเมื่อเป็นเช่นนี้ ท้ายสุด เพื่อนๆ คนรอบข้างก็จะตีตัวออกห่างไปเองโดยปริยาย เพราะรับไม่ได้ที่เขาชอบโกหก
ถ้าพ่อแม่สังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ตั้งแต่เล็ก ก็ต้องปรับพฤติกรรม ให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในตัวเอง อย่าพูดถึงปมด้อย หรือล้อเลียนในเรื่องที่เขาเป็นปัญหา และสอนให้เขารู้ว่าทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม คนเรามีปมเด่นปมด้อยกันทุกคน แต่การจะอยู่ร่วมในสังคมต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ และมีความจริงใจให้ผู้อื่นด้วย

ประเภทที่สี่
โกหกจนเป็นนิสัย ประเภทนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อโกหกแล้วรู้สึกดี และการโกหกประเภทนี้มักจะขยายวงเป็นอยากมีอยากได้ของคนอื่น และนำไปสู่การคดโกง และก่อเหตุไม่ดี ซึ่งท้ายสุดมักจะจบลงด้วยการติดคุกติตาราง

ประเภทที่ห้า
เป็นประเภทที่ดิฉันสนใจเป็นพิเศษ จนเข้าข่ายและมักถูกประณามว่าเป็นคนลวงโลก เพราะนับวันจะมีผู้คนประเภทนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มคนประเภทนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่น่าจะมีปัญหาทางด้านสภาพจิตร่วมด้วย กลุ่มคนประเภทนี้มีปมด้อยเช่นกัน

บทความจาก คุณ สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน จาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000142484

ผมเคยเจอประเภทที่ 3 จนกลายเป็นประเภทที่ 5 มาแล้ว น่ากลัวมาก เพื่อนที่มารู้จักกันตอนโต มันเตือนสั่งสอนกันยาก จนบางครั้งเราต้องปล่อยๆ หรือทำว่าแกเป็นอากาศไปเลย แม้ทางจิตวิทยาจะมองว่ามันผิด แต่ใครจะช่วยเค้าละครับ

ขอให้พวกเราระวังเรื่องใกล้ตัวด้วยนะครับ ทุกสิ่งอาจเป้นคำลวง

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ช่วงนี้เบรกการเขียนโปรแกรม มาสักพัก หลังเขียนไม่สำเร็จใน วันที่ 14
ก็ทำสำเร็จมาขั้น 1 แต่ยังมี Bug อยู่ การตรวจสอบไม่ดี
ต้องมาไล่ขั้นตอนตรวจ และสร้างตัวทำเงือนไขทั้งหลาย ก็ดีขึ้น

ที่ได้ คือ พวก Call stack และ Debug ไล่การทำงานได้ระดับนึง ดีด้วย ทำให้เขียนถูกมากชึ้น ไม่ต้องใช้หัวอย่างเดียว

แต่ช่วงนี้กำลังพยายาม ลง SP IDSE 4.7 อยู่ ไม่สำเร็จสักที

โดยได้ DVD มา3แ่ผ่น แต่วิธีลงทำไม่ละเอียดมาก แถมที่ทำเป้นวิดีโอ ดันเป้นภาษาจีน อีก และ DB คนละ Version

ตอนนี้ก็เลยลง window server คล่องเลย 4 รอบละเดียวว่าจะลองมาทำบันทึกประจำวันดู

ช่วงนี้หางาน ไม่มีใครเรียกเลย นั่งรอกันไป

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เรียนเขียนโปรแกรม C# บันทึกประจำวัน 4

ผ่านไป อีกวัน

ปัญหาเริ่มเกิดจากการที่เราออกแบบไม่ดี

ค่าตัวแปน int ไม่ได้ ต้องเป็น float เพราะต้องรับค่าทศนิยมได้ด้วย
ตอนนี้+ - * / = ได้แล้ว แต่ดันทำได้ทีละเครื่องหมาย ต้องกลับมาแก้ การรับค่าโดยประกาศ input เพิ่ม
ทำไปทำมา จะแก้เป็น code ที่บิ้กโอ ใหญ่ละ เซ็งเลย

ต้องนี้ยังไมได้อ่านเรื่อง การสร้างและใช้class ความรู้ที่มี ก็เขียนโปรแกรมได้ละ แต่จะให้ดี ต้องศึกษามากกว่านี้เพื่อความสะดวกในการเขียน

เรียนเขียนโปรแกรม C# บันทึกประจำวัน 3

อู้ไป2-3วัน เนื่องจากติดสาวโชว์กล้อง กับเล่นเกมหนัก

ตอนแรกว่าจะศึกษาเรื่อง function มาใช้ แต่อ่านไปนิดเดียว ก็ยังไม่น่าจะมาใช้ได้ แต่อีกพักคงต้องสร้าง

คราวนี้เลยกลับมาที่ เรื่อง = สุดท้ายเลยใช้ if esls เป็นตัวควบคุม แต่ต้องทำพวกคัวแปรให้เยอะขึ้น ก็แต่โอเค คือ ทำได้ละ x+x= คำตอบ

คราวนี้มาต่อเรื่อง * กับ / ตอนนี้ยังทำ x*x* ได้อยู่
แต่ยังทำ = ไมได้

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรียนเขียนโปรแกรม C# บันทึกประจำวัน 2

กำหนดส่งนั้นหรือ อีก 16 วัน
สำหรับโปรเจค C#
แต่วันแรกผ่านไปเราทำได้ประมาณ 70 % ละของเครื่องคิดเลขแล้ว

จัด GUI(วันแรกเลย), รับค่าตัวเลข , ค่า memory , + - * แต่ / ยังไมได้ รวมทั้งการใช้ เท่ากัน ก็ยังไม่ได้

ซึ่งการดูๆ เครื่องคิดเลขนั้น มีหลักการทำงาน อยู่ 4 ส่วน

1.หน้าจอแสดงค่าตัวเลข ซึ่งหน้าทีคือรับค่ามา แสดงออกไป Output
2.ปุ่มรับค่าตัวเลข หน้าที่คือเป็น Input
3.ปุ่มรับค่า เครื่องหมายต่างๆ แสดงเครื่องหมายเพื่อทำงานถ้า คณิตศาสตร์
4.ส่วนเก็บค่า M ทั้งหลาย เก็บ Output ที่เรา ต้องการ

โดยเริ่มจากการตั้งค่า int 3 ตัว มีค่าแรก,ค่าสอง,ค่าความจำ
ซึ่ง ค่าแรกไว้กระทำการทางคณิตศาสตร์กับค่าสอง
ส่วนค่าความจำ ไว้เก็บพวก M ทั้งหลาย

อีกค่าก็คือการประกาศค่า String ไว้แสดงค่าที่ Textbox เพราะมันไม่รับค่า int

ซึ่งการอัดค่าจากปุ่มลงไปผมเขียนรอบแรก คือ บังคับค่า A= 1; แล้วแปลงค่า A เป็น String แล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาในการแสดง แต่ปัญหาอยู่ที่ เวลาใส่ค่า มันจะแสดงแค่ ค่าเดียว เช่นจะต้องการค่า 139 พอกด จะเป้น 1, 3, 9 ซึ่งมันไม่ใช่

พอเลยได้คิดวิธีว่า ให้เป็นค่า (10*A) + x โดย x เป็นค่าแต่ละปุ่ม มันจะเพิ่มไปเรื่อยๆ คราวนี้เราก็ได้ค่า 139 อย่างใจแล้ว

แต่พอไปเล่าวิธีนี้ให้พี่ไฮต์ ฟัง แกบอกว่าทำได้หลายวิธี แปลว่า ฉันคิดวิธียากเกินมาหรือเนี่ย ดีนะตอนแรกกะใช้ If else ไปเรื่อยๆ คงนู้ปหนักไปใหญ่

แต่อย่างนี้ก็หมดปัญหาไปเรื่องละ เดียวได้วิธีมา จะมาดูหน่อยว่าทำไง

ส่วนต่อมาคือ ค่า Memo ทั้งหลาย อันนี้ไม่ยากนัก แค่ประกาศค่า เพิ่ม มารับค่าที่ต้องการเก็บไว้แค่นั้น

เหลือแต่ พวก + - * / =

ซึ่งปัญหาที่ติดคือ
+ ได้ แต่กด = ไม่ได้กลายเป็นต้องกดดังนี้

5+6+=

คิดว่าคงมีปัญหาอะไรบ้าง เพราะตอนนี้ตัวแปรเก็บได้ที่ละค่า ถ้าจะกด = ได้ ต้องเก็บ ได้อย่างน้อย 2 ค่า แต่รวมๆ + - * ผ่าน

เหลือ /, 1/x ที่ยังทำไม่ได้

แต่นึกออกคือ ต้องใช้พวก Function (int1,int2) คุยๆ แล้วแว่บขึ้นมาว่าเคยอ่านผ่านๆ

สรุป
ต้องไปอ่านเรื่องการสร้าง Class หรือ Function มาทำงาน

และความรู้ที่ได้วันนี้ คือ

การใช้คำสั่งของ ปุ่ม ใน window App
การใช้ if else อ่านไม่ถึงสักที เลยได้ใช้ก่อน แถมรอบแรกๆใช้ผิดอีก
นั้นละครับ

ถ้าไม่มีไรพลาด อีก 2 วันน่าจะเสร็จ แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะครับ
ต่อมา คือ การใส่ Input ซึ่งตอนแรก

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรียนเขียนโปรแกรม C# บันทึกประจำวัน 1

เรื่องก็เริ่มจากมีพี่เก่ง บวกทั้งเราอยากเขียนโปรแกรมเป็นมาละ บังเอิญไปถามๆๆๆๆๆ พี่เค้าก็ตอบมาอย่างนี้ เก่งมาก เรียนหมอ ดันเก่งโปรแกรมมิ่งขั้นเทพ

เลยถามๆว่า มีโปรเจคไรให้ลองเล่นไหม ได้มาเลย กำหนดส่ง 2 สัปดาห์

ได้ทำ เครื่องคิดเลข

เราเริ่มทำโดย เปิด project Windowapp

ลาก Textbox
ลากปุ่ม
ปรับขนาด
ปรับสี
เขียนปุ่ม โดยเขียนชื่อบนภาพ
เปลี่ยนชื่อปุ่ม เพื่อความง่ายในการจำ ไม่งั้นจะเป้น button 1,button 2,button 3,.........button x

โดยการลากปุ่ม ต้องทำโดย copy paset ซึ่งให้ดี ควรปรับๆๆๆ ไรให้เรียบร้อยก่อน ไม่งั้นต้องกลับมาปรับทีละอัน ช้า ครับ

มีไรเดี่ยวมาเล่าต่อวันหลังนะครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

Chaophraya the river of life


The main river for Thailand is Chaophraya , Chaophraya begin at Nakhonsawan province and flows centel regon Thailand untill flow out Thai gulf, We had use river along time ago.

Chaophraya river origin from 4 river, Ping, Wan, Yom, Nan it flow to one at Tambol Paknampho in Nakhonsawan province


Along time ago,It had many culture beteew at 2 side river, Ayutthaya, It use transport,travel, liveing,commer and military, but today war from Chaophraya river it have not war.

Today the Chaophraya river in Bangkok have people use it to transport,travel, liveing,commer that It make life for Bangkok.

And beteew have more importance place and culture place about history Thailland Oppositeit have modern place in Thailland.

If you come to Thailand ,you should tour around Chaophaya river.

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เขียนภาษาอังกฤษครั้งที่ 3

งวดนี้ผิดเรื่องการใช้คำศัพท์เล็กน้อย บางครั้งการหาคำศัพท์ที่เหมาะสม นั้นก็สำคัญ ยังต้องพัฒนาต่อ

----------------------------------------

I had some plan about to photo around Bangkok But this month had rain everyday, so I temporary break my photo plan untill rain season partaway.

So today, I write articel about weather and season in thailand.

The Weather and Season in Thailand

Thailand locations is near aclinic line so it do Thailand to hot country (tropical climate), Temperature.rage around year is average 20-30 C .

In Thailand have season 2-3 type
Summer season period February-April
Rainy season period May-October
Winter season period November – January

In Bangkok have a joke in Thailand, He say Bangkok have 2 temperature is hot and very hot, in Bangkok chance to temperature below 22 C is difficult, One year have around a few week.

However, Thailand have many geography so south region of Thailand have 2 season

Summer season period May-September
Rainy season period November-April
Because of the south region of Thailand between sea, Thai gulf and Andaman sea, so rain almost year.The Last, if you want come to Thailand for sunbathe or bask on the beach, please don't come in rainy season, becuase you can not see any sunshine but you can see nimbus or blackcloud .


Have a nice day

การเรียนวิชา Admin และ Linux

ช่วงนี้ ก็นั้งทำไรไปเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้เพื่อทบทวนคือ วิชา System Admin ที่เคยเชียวชาญเมื่อนานมาแล้ว วิชานี้เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบต่างๆ เช่น Webhost server ต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติสุข ไม่ให้มีคนมาด่า ว่าระบบล่มบ่อยจัง

วิชาที่เรียน เลือกใช้ Linux ของ Feroda นั้นเอง ซึ่งใครอย่างเล่นเป็น ก็ให้ลองนำแนวคิดนี้ไปฝึกเล่นดู

คือ ใช้ VMware เพื่อได้ลง Linux ได้ และจากนั้น ก็ ทดสอบระบบต่างๆ เล่นไปเรื่อยๆ รับรองเดียวก็เป็นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เขียนครั้งที่ 2 ส่วนผิดที่เป็นวลี น่าเป็นประโยคมากกว่า

บทความนี้ เขียนพวกเกี่ยวกับประเทศไทยว่าลักษณะภูมิประเทศ การแบ่งภาค แต่ส่วนใหญ่ จะคัดลอกมาจาก wiki แต่ผมนำมาแต่งเสริมให้ดูเป็น บทความไม่เป็นทางการเกินไป

โดยสิ่งที่ไ้ด้จากการเขียนผิดพลาดครั้งนี้คือ การเขียนประโยคกับวลี

สิ่งที่แก้คือThailand suddivisiton ตรงนี้เป็นวลี ความหมายคือ การแบ่งประเทศ

แม้ไม่ผิด แต่วลีส่วนนี้ควรเป็นประโยค

ควรทำให้เป็นประโยค โดยเปลี่ยน N เป็น V ซะ suddivisiton เป็น is subdivided

ซึ่งเป็น Thailand is subdivided by region or geographic ความหมายคือ ประเทศไทยถูกแบ่งโดยทางภูมิภาคหรือภูมิศาสตร์

----------------------------------------------
Where is Thailand in the world. Thailand is local at southeastAsia, have surface area of approximately 513,000 km2 (198,000 sq mi).

ฺBorder north is Laos and Burma, to the east by Laos and Cambodia, to the south by the Gulf of Thailand and Malaysia, and to the west by the Andaman Sea and Burma.

The capital of Thailand is Bangkok but thai people call it "Krung Thep".

But Krung thep is shortname, Formal name Krung Thep is "Krungthepmahanakhon Amonrattanakosin Mahintharayutthaya Mahadilokphop Noppharatratchathaniburirom Udomratchaniwetmahasathan Amonphimanawatansathit Sakkathattiyawitsanukamprasit"
, and nobody call it in lifetime.

If you is foreigner when you come to Thailand You say "Bangkok" everybody (may be) can understand but Thaipeople say"Krung Thep" more.

Thailand suddivisiton by region or geographic
  1. Central
  2. North
  3. South
  4. East
  5. West
  6. NorthEast
Many region is sourec of diffreent Place ,Food ,Culture it make Thailand very interesting. I will told next article

Frist writing หัดเรียนภาษาอังกฤษ

ตอนนี้ผมอายุ จะ 28 ปี อีก 3 วันข้างหน้า เร็วไว อย่างกับโกหก ตอนนี้สิ่งทีอย่างเรียนและหัดทำให้ได้ีดีอีกอย่างคือ ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะ ด้านการเขียน

ด้วยความอยากทำมาก อยากลองเขียนภาษาอังกฤษให้ได้ เลยเปิด Blog อีกอันไว้สำหรับให้เขียนภาษาอังกฤษ เลยเลือกเขียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ประเทศไทย

และให้เพื่อน ซ้ง เป็นคนตรวจให้ และแนะนำว่าทำไมต้องเขียนอย่างนี้ ผมจึงเริ่มเขียนและให้เพื่อนซ้งตรวจด้วย เป็นที่มาของบทความชุดนี้ "การเขียนภาษาอังกฤษ"

โดยผมจะย้ายบทความฉบับก่อนตรวจมาไว้ที่นี้ เพื่อใ้ห้ blog นั้น เป็นระเบียบมากกว่านี้ เริ่มด้วยบทความแรก

-----------------------------------------------------------------
บทความนี้ผมต้องการบอกว่า ผมจะหัดเขียน ภาษาอังกฤษและจะรีบพัฒนาฝืมือ โดยบทความที่เขียนเกี่ยวกับ ประเทศไทย อาหารที่ท่องเที่ยว และอื่นๆ เพื่อให้มีข้อมูลด้านอื่นๆบ้าง

  1. Hi my name Keng.
  2. This is Frist writing in my life write by English.
  3. I am Thai and I never speak talk write english in lifetime.
  4. I know I think man come to read in my blog will groggy.
  5. I will develop my skill a english write as soon as.
  6. The object a blog is tell some story about Thailand.
  7. I need to tell something about Thai culture ,travel place, food ,story about thailand, etc by Thai people

I hope you had receive information in Thailand

โดยส่วนที่แก้มี เรียบร้อย ไปอ่านได้ที่ travel-and-thailandstory.blogspot.com นะครับ

ส่วนสิ่งที่โดนแก้ อย่างแรกคือ คำศัพท์บ้างคำ จาก ประโยค 2 คำว่า writing โดนเปลียนให้เป้น articel ซึ่งเป็นคำว่าบทความชัดเจนกว่า

หลักประโยคหรือ แกรมม่าที่โดนแก้ ก็เช่น ในประโยค 2 "my life write by English." โดนแก้เป็น " in my life written by English."
สาเหตุทีแก้จาก write เป็น written เพราะมันเป็นประโยค Passive คือโดนกระทำ แล้วให้เปลี่ยน V1 เป็น V3
นอกนั้นก็ทำให้ประโยคมันกระชับขึ้น

จบการเขียนครั้งแรก

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อ่านหนังสือแล้วสอบไม่ผ่าน

วันนี้มาบ่นๆ นิดหน่อย ในการสอบจบปริญญาโท รอบแรก อ่านหนังสือ 5 วิขา แล้วเลือก 4 วิชา สอบภายใน 3 ชั่วโมง เขียนกันเหนื่อยมาก ดันมีปัญหาเขียนข้อสอบไม่ทัน เห้อ

แต่แม้จะเขียนทัน ก็ ใช่ว่าจะผ่าน เพราะที่เขียนนั้น ก็ใช่ว่าจะถูก

เลยต้องเริ่มอ่านหนังสืออีก 2 เดือน

แต่รุ้สึกว่า เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ต้องอ่านหนังสือมากขนาดนี้

เมื่อก่อนเคยอ่านหนังสือ แบบเยอะที่สุด ก็ 1 วิชาประมาณ 17 บท เท่านั้น

แต่งวดนี้ วิชาละประมาณ 10 บท 5 วิชา เหนื่อยเลย แถมจำลำบากอีก แรกๆ ทำไง ก็ไม่จำ

แต่ละวิขาแม้่ ไม่ยาก ถ้าเทียบกัน ตอนสอบวิขาอื่นๆ เพราะ เราอาจสอบกัน ทีละวิชาแถม หลายวันด้วย พอรวบทุกอย่างมาสอบวันเดียวทำให้เราอ่าน จำลำบาก

คราวหน้าสิ่งที่ต้องทำ คือ อ่านหนังสือให้เต็มที แล้ว จำให้ได้ เขียนให้ได้มากกว่านี้ มีเวลาอีก 2 เดือน สู้ต่อไป

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การถ่ายทอดวิชายุคคอมพิวเตอร์ กับ ยุคหนังกำลังภายใน

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และโลกอินเตอร์เน็ทเกือบเป็นของสามัญประจำบ้านไปแล้ว เพื่อนของผม 2 คน ยัายไปหอที่ใกล้ที่ทำงานและใกล้โรงเรียน แล้วบอกว่าหอใหม่มันไม่มีอินเตอร์ทั้งคู่ ซึ่งผมก็ถามเลยว่า หอใหม่อยู่ส่วนไหนของประเทศ รวมถึงปฎิกิริยาของเพื่อนผมก็บอกว่า "แล้วกูจะอยู่อย่างไร" blogเพื่อนผมทำขนมปัง

ซึ่งอาจเป็นเรื่องลำบากของคนใช้ชีวิตในโลกอินเตอร์เน็ท ซึ่งก็ลำบากมาก เพราะปัจจุบัน การคุยกันผ่านโทรศัพท์ยังน้อยลงมาก เพราะคุยกันใน msn ใช้โทรศัพท์เมื่อกำลังออก หรือ ถึงแล้วตามหาเพื่อน

มาถึงเรื่องการเรียนรู้ในปัจจุบันโลกอินเตอร์เน็ทกับคอมพิวเตอร์เรียนได้ว่าเป็นสื่อการเรียนหรือสื่อการสอนแบบใหม่ ที่ยิ่งกว่าห้องสมุดใหญ่ๆ ที่ไหนในโลกก็ตาม แม้ในบางครั้งผมว่าการเรียนแบบเก่าในห้องเรียนหรือการเรียนแบบสองทาง โดยการมีอาจารย์สอนให้แนะนำกันตัวๆ ย่อมดีกว่าเพราะเรามีโอกาสได้ถาม ได้ทำ ให้อาจารย์ดู แต่สื่อการเรียนแบบนี้ ก็ให้ความรู้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมากเหมือนกัน
แต่สำหรับพวกที่เข้าห้องเรียนแล้วไปนั้งเล่น หรือนั้งตัวแข็งไม่สนใจอาจารย์ สั่งให้ทำไรก็สักแต่ว่าทำๆ ไปให้มันผ่าน ให้ไม่โดนด่าเป็นพอ ผมว่ามาเรียนแบบทางเดียวก็ดีเหมือนกัน

ซึ่งเปรียบเทียบกับหนังจีนกำลังภายใน การเรียนแบบมีอาจารย์ ก็เหมือนเราเข้าสำนักแล้วมีอาจารย์ฝึกให้อย่างดีถ่ายทอดวิชาให้เต็มที เหมือนเรื่องมัีงกรหยกภาคแรก จอมยุทธ์ยิงอินทรีที่ อังชิกงสอนฝ่ามือ 18 มังกรให้ก๋วยเจ๋ง ถึงก๋วยเจ๋งจะไม่ฉลาดเพียงใด แต่ด้วยความเอาใจใส่ของอังชิกงและความตั้งใจกับความเพรียของก๋วยเจ๋ง ก็ทำให้สำเร็จได้

ส่วนอีกแบบคือพวกไม่มีอาจารย์ให้ทำตาม เหมือนโหลดวีดีโอใน Youtube มาดู แล้วทำตาม อันนี้ เหมือนกับเรื่องเดชคัมภีร์เทวดา ที่เหล้งฮู้ชงให้ไปฝึกวิชาบนเขาแล้วเจอถ้ำที่สลักกระบวนท่าของ 5 สำนัก รวมทั้งวิธีแก้กระบวนท่าเหล่านั้นด้วย เพียงจำภาพได้ทั้งหมด ก็สามารถทราบถึงวิธีทำลายกระบวนท่าทั้งหมด ถ้าคุณดูวิดีโอแล้วจำได้ก็สามารถทำได้

อีกพวก คืออ่านหนังสือ โหลดหนังสือมาอ่าน เหมือนในกระบี่่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร ที่เตียบ่กี้ตกเขาแล้วไปเจอคัมภีร์เก้าสุริยะ ในตัวลิง แล้วอ่านนำมาฝึกตามก็สำเร็จวิชาได้

แม้ดูจะง่ายดายจากฝึกวิชาของพระเอก 3 เรื่อง แต่ความเป็นจริงบัดนี้ โลกเราสามารถเลือกฝึกวิชาแบบไหนก็ได้ เพราะ คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ทนั้น ได้มีคัมภีร์สารพัดแบบไว้มากเหลือเกิน คุณอยากเป็น นักดนตรี โปรแกรมเมอร์ ศิลปิน ฯลฯ ก็แทบจะมีทุกอย่างไว้ในเราไปศึกษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะแบบ เตียบ่อกี้ กับ เหล้งฮู้ชง ดังเช่น แฟนเก่าผม เธอเรียนทำขนมเค้กผ่านพันทิพย์แล้วตอนหลังก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย แม้ระหว่างนั้นการฝึกของเธอจะทำให้เธอเสียน้ำตาบ้าง ทำผมแทบประสาทบ้างก็ตาม แต่ผมก็สนับสนุนให้เธอทำๆๆๆๆ และทำ ได้เก่งๆ (คิดว่าเธอต้องมีคุณสมบัติของก๋วยเจ๋งด้วยแต่ไม่มีอาจารย์เป็นตัวตน) อันนี้เป็นตัวอย่าง


แต่สิ่งที่ยากมากขึ้นคือ อังชิกง ที่อาจจะหายากขึ้น หรือ ความเพรียแบบก๋วยเจ๋ง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศิษย์กับอาจารย์อาจจะหายากขึ้น เพราะถ้าเรามั่วแต่อยู่ในโลกอินเตอร์เน็ท ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคลจะลดลงไปเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ที่ดีต้องใช้เวลานะครับ การจะหาอาจารย์ดีๆ ในปัจจุบันก็เหมือนยากขึ้นด้วย ถ้าใครได้อาจารย์ที่มีหัวใจของผู้ให้ความรู้เต็มที่ ก็ขอให้ปฎิบัติกับท่านดีๆ เคารพนับถือให้เกรียติท่าด้วยนะครับ

แต่สุดท้าย ผมนึกถึงเรื่องหนังเรื่อง The Matrix วิธีการเรียนแบบเอาปลักเสียบหัวแล้ว load ข้อมูลแล้วมีความรู้เลย

ถึงยุคนั้นเมื่อไร อาจาย์พวกเรา ก็คงเป็น คอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบนั้นละครับ

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทบทวนวิชาse Software engineering

ช่วงนี้เป็นระยะการอ่านหนังสือสอบ วิชารวมทุกวิชา เพื่อสอบจบปริญญาโท

วิชาที่อ่านวิชาแรกคือ SE หรือชื่อเต็มๆ ว่า Software engineering หรือภาษาไทยคือ วิศวกรรมซอฟแวร์ เป็นวิชาเกี่ยวข้องกับ การผลิตซอฟแวร์ออกมาอย่างไรให้ออกมามีประสิทธิภาพ เชื่อถือไ้ด้ ยอมรับได้ และสามารถบำรุงรักษาได้

โดยหลักๆ วิชานี้จะพูดเรื่องของ "กระบวนการ" เป็นหลัก โดยการวัดกระบวนนั้น ต้องมี "มาตรวัตร" เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของซอฟแวร์ที่ตนเองผลิตขึ้นมานั้น ผ่านกระบวนการที่ดี ก็สามารถทำให้คนอื่นมั่นใจได้ว่า ซอฟแวร์นั้นผ่านกระบวนการที่ดีมา

โดยมาตรฐานที่ใช้ ก็ เช่น CMMI เป็นต้น

แต่สิ่้งที่ได้เรียนนั้นมุ่งไปที่กระบวนการขั้นพื้นฐาน เช่น การออกแบบ การประกันคุณภาพซอฟแวร์ SQA การทดสอบระบบ การส่งมอบ เป็นต้น


สิ่งที่ได้เขียนในบทความนี้ เป็นส่วนเบื้องต้นที่สรุปมาจาก เอกสารประกอบเรียน

โดยจะมาเขียนลงรายละเอียดในบันทึกประจำวันการเรียนรู้ครั้งต่อ ๆ ไป

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Methodologies of project managment วิธีการแต่ละแบบของการจัดการโครงการ

หลังจากได้อ่านการทำงานของการจัดการโครงการ นอกจาก PMI แล้ว หนังสือเล่มอื่นๆ ก็พูดถึงเรื่อง วิธีการใช้การจัดการโครงการอื่นๆ ไม่ได้มีแค่ PMP อย่างเดียว ซึ่งอธิบายวิธีการอื่นๆ ไว้เล็กน้อยตามการเขียนด้านล่าง


PMBOK ย่อมาจาก Project Management Body of Knowledge โดย Project Management Institute (PMI) ได้ทำรายงานเสนอครั้งแรกเมื่อปี 1987


PRINCE2 ย่อจากPRojects IN Controlled Environments (Wideman,2002) เป็นมาตรฐานที่รัฐบาลอังกฤษใช้เพื่อจัดการงานโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งหลักการเป็น 45 ขั้นย่อย 8 ขั้นใหญ่ โดยนำหลักการเรื่องของทางธุรกิจเข้ามาร่วมด้วย business case,plans, controls, management of risk, quality, configuration management, and changecontrol ซึ่งเป็นส่วนที่ PMBOK นั้นไม่มี


Project Management Process Maturity (PM2) อันนี้คล้าย CMMI ทั้งการจัดลำดับเป็น 5 ระดับเหมือนกัน เพราะเกิดที่เดียวกัน คือ Software Engineering Institute (SEI) ของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon (Keyes,2009)


โดยทั้ง 3 วิธีการแต่ละแบบ นั้นก็มีข้อเด่นแต่ละแบบกันไป แต่โดยหลักผมคงจะศึกษาเรื่องของ PMBOK และคงศึกษาวิธีแบบแผนของตัวอื่นประกอบไปด้วย

---------------------------------------------

บทความของ PRINCE2 จาก wiki http://en.wikipedia.org/wiki/PRINCE2


บทความการเปรียบเทียบ PRINCE2 กับ PMBoK http://www.maxwideman.com/papers/comparing/comparing.pdf



หนังสืออ่านประกอบ

Leading IT Projects: The IT Manager's Guide http://www.amazon.ca/Leading-Projects-Managers-Jessica-Keyes/dp/1420070827